คนนครปฐมโดยกำเนิด สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย มีความสนใจและค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระเครื่อง ตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ธรรมศาสตร์

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554

วัดทุ่งผักกูด


พระครูพรหมวิสุทธิ์
(วงษ์ พรหมสโร)
          
          วัดทุ่งผักกูด ตั้งอยู่ตำบลห้อยด้วน อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม เป็นวัดตั้งอยู่ที่ดอน วัดได้ก่อสร้างมาแต่ครั้งใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เท่าที่สืบได้ปรากฎว่าสภาพเดิมของวัดเป็นเนินดิน โบสถ์ วิหารไม่มีเหลือ ส่วนเนินดินนั้นได้ขุดพบพระบูชาเก่าๆ สมัย
ทวารวดีหลายองค์ น่าจะสันนิษฐานว่าเป็นวัดที่สร้างในสมัยทวารวดี สภาพวัดเป็นวัดร้างเพิ่งมาสร้างขึ้นใหม่ในสมัยหลวงพ่อเทศน์ และหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตกร่วมสร้างด้วย
          หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผักกูด หรีือพระครูพรหมวิสุทธิ เจ้าคณะอำเภอกำเเพงเเสน เกิดวันพุธ เดือนห้า เเรมหนึ่งคํ่า ปีชวด พ.ศ. 2431 ณ บ้านทุ่งพิชัย ตำบลห้วยพระ อำเภอดอนตูม จังหวัดนครปฐม บรรพบุรุษเชื้อสายลาว หลวงพ่อเกิดในตระกูล "มีคลองเเบ่ง" บิดาชื่อ ลา มารดาชื่อ น้อย เป็นบุตรคนโต ในบรรดาพี่น้อง 8 คน คือ
          1.หลวงพ่อวงษ์
          2.นายจ่อย     มีคลองเเบ่ง 
          3.น.ส.นิ่ม       มีคลองเเบ่ง
          4.นายนุ่ม       มีคลองเเบ่ง
          5.นายเนียม    มีคลองเเบ่ง
          6.นายอ้น       มีคลองเเบ่ง
          7.นายพวง     มีคลองเเบ่ง
          8.นายไข่       มีคลองเเบ่ง
          เมี่อเยาว์วัย หลวงพ่อวงษ์ได้เรียนภาษาไทย เเละขอม จากคุณพ่อลา โยมพ่อลาอดีตเป็นสัมภาร วัดกงลาศ อำเภอ กำเเพงเเสน จังหวัด นครปฐม เป็นผู้มีวิชาอาคมเเก่กล้ามากในสมัยนั้น ภายหลังลาสิกขาบทมามีภรรยา ในระหว่างเป็นฆราวาสก็นุ่งขาว ห่มขาว เเละรักษาศีล ช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บเเก่ชาวบ้าน ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมาก ด้วยเหตุที่คุณพ่อลา มีความเชี่ยวชาญในทางไสยศาสตร์เป็นยิ่งนัก หลวงพ่อวงษ์จึงได้รับการถ่ายทอดวิทยาคม มาตั้งเเต่เด็กๆจนกระทั่งบวช ประกอบกับอุปนิสัยของหลวงพ่อท่านเป็นคนขยันขันเเข็ง มีความเพียรวิริยะ และสติปัญญาเฉลียวฉลาด เป็นผลทำให้การเรียนวิทยาคม เป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่โปรดปรานของคุณพ่อลา เเละครูบาอาจารย์ยิ่งนัก      
         ครั้งเมื่อท่านอายุครบบวช หลวงพ่อวงษ์ ท่านได้อุปสมบท ณ วัดทุ่งผักกูด โดยมีพระครูอุตตรการบดี(ทา) วัดพะเนียงเเตก เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเทศน์ วัดทุ่งผักกูด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อจรวัดลำเหย เป็นพระอนุสาวาจารย์ได้ฉายาว่า "พรหมสโร" 



พระอุโบสถหลังเก่า ที่หลวงพ่อเทศน์ และ หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ร่วมกันสร้าง 
หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผักกูด อุปสมบทเป็นพระภิกษุรูปแรก


พระอุโบสถหลังใหม่ ( ปัจจุบัน )

         ภายหลังจากที่ท่านบวชเเล้ว ท่านได้ศึกษาพระเวทย์ เเละวิทยาคมต่างๆ จากหลวงพ่อเทศน์จนหมดสิ้น เเละยังได้มาศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐาน เเละคาถาอาคม กับหลวงพ่อทาที่วัดพะเนียงเเตกอาศัยที่หลวงพ่อวงษ์ ท่านมีพื้นฐานทางกรรมฐานเป็นอย่างดี เพราะได้ศึกษาจาก โยมพ่อลา เเละ หลวงพ่อเทศน์ มีผลให้การศึกษาวิทยาคมกับหลวงพ่อทา สำเร็จเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว เเละสามารถปฏิบัติได้ทั้งหมด เป็นที่ยินดีของอาจารย์ยิ่งนัก หลวงพ่อทาถึงกับเอ่ยชมว่า "ท่านวงษ์ ท่านมีบุญจริง เรียนอะไรก็ได้รวดเร็ว ทำของได้ขลังจริงๆ เสียดายที่ท่านอายุไม่ยืน" เเละก็เป็นจริงตามที่หลวงพ่อทากล่าวไว้ หลวงพ่อวงษ์ มรณภาพปี พ.ศ. 2498 อายุ 67 ปี
          ระหว่างอยู่วัดพะเนียงแตกคอยรับใช้พระอุปัชฌาย์ และศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยเหตุที่หลวงพ่อวงษ์ ท่านมีพื้นฐานความรู้ดี ประกอบด้วยท่านเป็นคนเฉลียวฉลาด จึงทำให้ท่านแตกฉานในวิทยาคมที่เรียนกับหลวงพ่อทา ดั้งนั้นหลวงพ่อทามักจะใช้หลวงพ่อวงษ์ ช่วยทำกิจธุระเสมอๆ เท่ากับหลวงพ่อทาท่านมีความไว้วางในในด้านวิทยาคมของหลวงพ่อวงษ์เป็นอันมาก
           ภายหลังหลวงพ่อทามรณภาพ หลวงพ่ิอวงษ์จึงย้ายมาอยู่ที่วัดทุ่งผักกูด ท่านสร้างความเจริญให้เเก่วัดทุ่งผักกูดเป็นอันมาก ตลอดจนวัดใกล้เคียงต่างๆ ก็มาขอบารมีหลวงพ่อวงษ์ เพื่อสร้างวัด สร้างโบสถ์ เช่น วัดทุ่งพิชัย วัดเล่าเต่า หลวงพ่อวงษ์ก็รับนิมนต์เป็นประธานในการก่อสร้างวัด รวมทั้งก่อสร้างโบสถ์ สร้างศาลาการเปรียญ วัดทุ่งสีหลง ตำบล ลำเหย อำเภอ กำเเพงเเสน จังหวัด นครปฐม



พระอธิการวงษ์ พรหมสโร

          กิจวัตรประจำวันของของท่านในยามค่ำคืน ท่านจะต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตั้งแต่หัวค่ำไปจนกระทั่งเที่ยงคืนตรง จะออกจากสมาธิแล้วเขียนสูตรสนธิ เลขยันต์ ทำผงอิทธิเจ ปถมัง ตรีนิสิงเห มหาราช รัตนมารา และยันต์เกราะเพชร เป็นประจำมิได้ขาด และเป็นสิ่งที่ท่านได้รับการถ่ายทอดจากโยมบิดา และพระอุปัชฌาย์จะเรียกว่าท่านเชี่ยวชาญผงพุทธคุณ เจนจบก็ว่าได้
          หลวงพ่อวงษ์ ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ตั้งเเต่อายุยังน้อยๆ (ในสมัยที่หลวงพ่อวงษ์มีชีวิตอยู่ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังกว่าหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เเละหลวงพ่อน้อยวัดธรรมศาลา)  ดังคำทำนาย หลวงพ่อทา วัดพะเนียงเเตก ดังนั้นในพิธีพุทธาภิเษก พระคันธาราฐ ปี พ.ศ. 2476 เเละพระร่วงใบมะยม ปี พ.ศ.2484 , 2485 และ 2487 ที่วัดพระปฐมเจดีย์ ท่านเป็นพระอาจารย์ที่หนุ่มมากที่เข้าร่วมปลุกเสกในพิธีนั้น
          ท่านเป็นพระที่มีขันติ พูดน้อย ถ่อมตน  เเละเปี่ยมไปด้วยเมตตาจิตเป็นที่ตั้งเสมอเเก่ผู้พบเห็น ชาวบ้านละเเวกนั้นเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย มักจะไปขอยาจากท่าน หรือไม่ก็ขอน้ำมนต์จากท่านเป็นประจำ โดยที่ท่านมิได้เรียกร้องสิ่งตอบแทนใดๆเลย หลวงพ่อมักจะยิ้มอยู่เสมอกับบุคคลทั่วไปที่ไปนมัสการท่าน จึงเป็นที่อบอุ่นใจแก่ผู้พบเห็น จากคำบอกเล่าของคุณครูวีระ เทพาธิป อายุประมาณ 70 กว่าปี (ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังขณะนั้นปี พ.ศ.2528) ได้กรุณาเล่าให้ฟังว่าท่านได้ไปเยี่ยมหลวงพ่อวงษ์ที่วัดทุ่งผักกูด ขณะนั้นครูวีระประกอบอาชีพส่วนตัว มิได้รับราชการเป็นครูแล้ว และด้วยการค้าส่วนตัวไม่ดีนี่เองทำให้คุณครูวีระคิดมาก ถึงขนาดเส้นโลหิตฝอยในสมองแตก หมดสติ หลวงพ่อวงษ์ได้เสกยาและทำน้ำมนต์ให้กินให้ดื่ม ประกอบกับนั่งบริกรรมเสกเป่าครึ่งวันจึงได้สติฟื้นขึ้นมา (ครูวีระ อุปสมบทโดยมีหลวงพ่อวงษ์เป็นพระอุปัชฌาย์)
          คุณวิเศษณ์อีกประการหนึ่งของหลวงพ่อวงษ์คือหนังเหนียว ฟันไม่เข้ากล่าวคือ มีคราวหนึ่งหลวงพ่อวงษ์ท่านไม่พอใจพระลูกวัดที่เอาแต่จำวัดในเวลากลางวันไม่ยอมช่วยทำความสะอาดวัดหรือซ่อมแซมหอสวดมนต์ ท่านก็มิได้ดุว่าแต่ประการใดเพราะนิสัยท่านเป็นพระพูดน้อย ท่านกลับเอาอีโต้ที่คมมาสับหน้าแข้งของท่านเอง ให้พระลูกวัดเหล่านั้นดู ยังผลให้พระลูกวัดเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าจำวัดในเวลากลางวันอีกต่อไป 
          หลวงพ่อวงษ์ท่านเป็นพระที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด ท่านทราบดีว่าตราบใดที่พุทธศาสนิกชนยังมีความศรัทธาในพระพุทธคุณ พระเครื่องหรือเครื่องรางของขลัง จะมีส่วนช่วยในการสร้างวัดหรือสร้างโบสถ์ หรือซ่อมแซมถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา ดังนั้นท่านจึงสร้างพระเครื่องหลายแบบหลายพิมพ์เพื่อเป็นการสมนาคุณแด่ท่านผู้มาทำบุญ พระเหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อวงษ์รุ่นแรก สร้างปีพ.ศ.2485 ลักษณะเหรียญเป็นรูปวงกลมมีรูปหลวงพ่อครึ่งองค์ และมีธงไขว้อยู่ใต้รูปหลวงพ่อ นักสะสมพระบางท่านเรียกว่าเหรียญธงไขว้ เนื้อเหรียญสร้างจากดีบุก ผสมตะกั่ว จึงเป็นพระเนื้อชินเมื่อใช้ไปนานๆหรือเก็บรักษาไม่ดี เนื้อพระจะระเบิดหรือไม่ก็มีสีดำ ค่านิยมอยู่หลักหมื่นบาท


เหรียญธงไขว้รุ่นแรก

          เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นเหรียญที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่หลวงพ่อได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูพรหมวิสุทธิ์" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2492 เหรียญรุ่นนี้มีสร้างสองเนื้อคือเนื้อเงินและเนื้อทองแดง รูปเหรียญคล้ายรูปน้ำเต้า ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อครึ่งองค์ ใต้รูปหลวงพ่อมีข้อความว่า "หลวงพ่อวงษ์" ส่วนด้านหลังเหรียญมีข้อความว่า "พระครูพรหมวิสุทธฺ์ วัดทุ่งผักกูด เจ้าคณะอำเภอกำแพงแสน 2493" ถ้าเป็นเหรียญเงินจะเขียนผิดเป็นข้อความว่า "เจ้าคณะอำเภอกาแพงแสน" ดังนั้นเหรียญทองแดงที่มีข้อความด้านหลังว่า"เจ้าคณะอำเภอกาแพงแสน"จึงเป็นเหรียญปลอม
               เนื้อเงินประมาณ 100 เหรียญ
               เนื้อทองแดงประมาณ 2000 เหรียญ



เหรีัยญเลื่อนสมณศักดิ์ เนื้อเงิน พ.ศ.2493 ๒๐๐,๐๐๐บาท





เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ เนื้อทองแดง พ.ศ.2493  


          เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์นี่เป็นที่นิยมมากของนักสะสมพระ เพราะง่ายต่อการดูแลรักษาซึ่งผิดกับเหรียญธงไขว้ ผิวเหรียญมักจะระเบิด หรือคล้ำดำ ถ้าไม่หมั่นดูแลรักษาทำความสะอาดให้เพียงพอ เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์รุ่นนี้ทางวัดได้จำหน่ายหมดในเวลาอันรวดเร็ว เพราะมีประสบการณ์มาก รายได้จากการจำหน่ายเหรียญรุ่นนี้ หลวงพ่อได้นำไปใช้ในการสร้างพระอุโบสถวัดทุ่งพิชัย (เหรียญเลื่อนสมณศักดิ์รุ่นนี้มีประสบการณ์ไม่แพ้เหรียญธงไขว้ แต่มีจุดเด่นอีกประการหนึ่งคือเหมาะสำหรับบุคคลที่รับราชการ หรือพนักงานที่กำลังจะเลื่อนตำแหน่ง) เหรียญรุ่นนี้นับได้ว่าเป็นเหรียญที่มีพุทธานุภาพสูงมากเหรียญหนึ่ง ในอดีตชาวทุ่งพิชัยพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า"ถ้าไม่มีเหรียญรุ่นแรกหรือรุ่นสองหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตกบูชาติดตัว จะบูชาเหรียญเลื่อนสมณศักดิ์ปี ๒๔๙๓หลวงพ่อวงษ์ วัดทุ่งผักกูดแทนก็ได้ เพราะศิษย์กับอาจารย์คู่นี้เก่งไม่แพ้กัน" ค่านิยมองค์สวยๆผิวไฟแดงๆหรือกะไหล่ทองเต็มๆอยู่ที่ประมานหมื่นกว่าบาทถึงสองหมื่นบาท ส่วนเนื้อเงินหลายหมื่นบาท
          ส่วนเหรียญพระพุทธชินราชใบเสมามีขนาดเล็กด้านหน้าเหรียญเป็นรูปพระพุทธชินราชมีข้อความใต้ฐานเหรียญว่า "พระพุทธชินราช" ส่วนด้านหลังเหรียญมีข้อความว่า "พระครูพรหมวิสุทธิ์" หลวงพ่อได้สร้างพร้อมกับเหรียญเลื่อนสมณศักดิ์เพื่อแจกจ่ายให้แก่เด็กและสตรีมีทั้งเหรียญเงินและเหรียญทองแดง ค่านิยมเหรียญทองแดงองค์สวยๆผิวไฟแดงอยู่ที่ประมาณสองพันกว่าบาท ส่วนเหรียญเงินยังไม่เห็นมีการซื้อขาย




เหรียญพระชินราชใบเสมา พ.ศ.2493 ราคา ๓,๐๐๐ บาท


     ลำดับเจ้าอาวาส วัดทุ่งผักกูด
          ๑. หลวงพ่อเทศน์
          ๒. พระครูพรหมวิสุทธิ์ (วงษ์ พรหมสโร )
          ๓. พระครูไพโรจน์ ศิลคุณ ( ก่อย )
          ๔.พระอธิการเสรี ญาณสีโล เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน  โทร.๐๘๙-๙๑๘-๒๖๑๒















สุพล  คีรีวิเชียร
081-0434114
                                                              
                     
                       
                         
                         
                       
        





























































วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

วัดพระศรีอารย์ ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี


พระครูสิริพัฒนกิจ (ขันธ์ กนฺตธโร)



เอื้อเฟื้อภาพโดย นครปฐมโฟโต้


         เมื่อกล่าวถึงวัดพระศรีอารย์  ทุกท่านคงจะนีกถีงพระยอดขุนพลเนื้อดินผสมว่านซึ่งสร้างโดยท่านพระครูสิริพัฒนกิจ หรือที่ชาวบ้านเลือก รู้จักในนามหลวงพ่อขันธ์ วัดพระศรีอารย์ พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของชาวจังหวัดราชบุรี พระยอดขุนพลของหลวงพ่อขันธ์ เป็นพระเครื่องที่ได้รับความนิยมสูงมากในช่วงปีพ.ศ.2508-2515 เพราะเป็นพระเครื่องที่มีประสบการณ์มากในขณะนั้น ดังนั้นจึงเป็นพระเครื่องที่ชาวจังหวัดนครปฐมกล่าวขานถึงมากที่สุดมากกว่าพระเครื่องของหลวงพ่อเงิน และหลวงพ่อน้อย



พระอุโบสถหลังเก่า (บูรณะซ่อมแซมแล้ว)


สระน้ำเก่าศักดิ์สิทธิ์


         วัดพระศรีอารย์ ตั้งอยู่เลขที่ 139 ซอยสุขาภิบาล 8 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี มีเนื้อที่โดยประมาณ 40 ไร่ รอบๆบริเวณวัดโดยทั่วไปเป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้ใหญ่อยู่มากมาย มีบรรยากาศร่มรื่นเหมาะแก่การใช้เป็นแหล่งปฏิบัติธรรม เดิมวัดพระศรีอารย์ ชื่อ วัดสระอาน สันนิฐานว่าวัดสร้างประมาณปี พ.ศ.2275 ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี แต่ก่อนเป็นวัดร้างไม่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา เป็นวัดเก่าที่มีมาช้านาน มีพระอุโบสถเล็กๆ ขนาดกว้าง 7.75 เมตร ยาว 15 เมตร กำแพงรอบๆอุโบสถก่ออิฐถือปูน มีสภาพเก่าและชำรุดทรุดโทรมมาก บริเวณรอบพระอุโบสถมีป่าต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นปกคลุมอยู่ทางทิศเหนือของพระอุโบสถ มีสระดินน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีน้ำข้ังตลอดทั้งปี ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสระน้ำเก่าที่ศักดิ์สิทธิ์



พระอุโบสถทองคำร้อยล้าน เริ่มก่อสร้างปี พ.ศ.2510


พระประธานหยกขาว
(พระประธานในพระอุโบสถทองคำร้อยล้าน)
พระพุทธรูปองค์นี้หลวงพ่อขันธ์อัญเชิญมาจากประเทศพม่า
โดยคำแนะนำของหลวงพ่ออุตตมะ ( พระราชสังวรอุดม วัดวังก์วิเวการาม )


          ประมาณปี พ.ศ.2475 เริ่มมีพระภิกษุสามเณรเข้าจำพรรษาแต่ไม่มากนัก(ประมาณ 2-3 รูป)จึงมีลักษณะเป็นสำนักสงฆ์ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2500 วัดสระอานได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระศรีอารย์ และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2510 วัดพระศรีอาย์จึงเป็นนิติบุคคลตามกฏหมาย



พระครูสิริพัฒนกิจ (ขันธ์ กนฺตธโร)

          พระครูสิริพัฒนกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระศรีอารย์ นามเดิมว่า ขันธ์ นามสกุล พุ่มเกษม เกิดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2468 ปีฉลู อุปสมบทเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2488 โดยมีพระครูโพธาภิรมย์ วัดบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ 
          พ.ศ.2493 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดพระศรีอารย์
          พ.ศ.2521 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านเลือก-หนองโพ
          พ.ศ.2522 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
          เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2514 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระฐานานุกรมที่พระครูสมุห์ขันธ์ของพระธรรมปิฏก วัดปทุมคงคารามวรวิหาร พระอารามหลวง 
          หลวงพ่อขันธ์มรณภาพวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2534 
          คำสอนของหลวงพ่อขันธ์
          " คิดดี พูดดี ทำดี สามัคคี มีน้ำใจ "
          " กินน้ำให้คิดถึงบุญคุณของคนขุดบ่อ" 
          " อย่าขี้เหนียว อย่าตระหนี่ จงถี่ถ้วน"
         หลวงพ่อขันธ์เมื่ออุปสมบทแล้ว ก็ย้ายมาจำพรรษาที่วัดพระศรีอารย์ เพราะบริเวณวัดสงบเงียบเหมาะแก่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก่อนหน้านั้นวัดมีพระภิกษุจำพรรษาน้อยมากเพียง 2-3 รูป มีพระอาจารย์อินทร์ ธฺมมโชติ เป็นหัวหน้าสำนักสงฆ์ในขณะนั้น (ประมาณปี พ.ศ.2475-2490)ต่อมาโจรผู้ร้ายได้เข้ามาทำการปล้นกุฏิพระอาจารย์อินทร์ จนเป็นเหตุให้พระอาจารย์อินทร์ ย้ายไปจำพรรษาที่วัดหนองรี ภาระการปกครองสำนักสงฆ์จึงตกแก่หลวงพ่อขันธ์โดยปริยาย(รักษาการเจ้าอาวาส ขณะบวชอยู่พรรษาที่ 2)  หลวงพ่อขันธ์ท่านก็เป็นพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งที่บวชเพื่อจะสืบทอดพระศาสนา และเป็นการอุทิศส่วนบุญกุศลในการบวชให้แก่โยมบิดามารดา เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ท่านก็ต้องลาสิกขาออกมาประกอบอาชีพหรือช่วยเหลือบุพการีประกอบอาชีพ



ศาลปู่ดำ ศาลปู่ขาว ศาลเจ้าพ่อเขางู สร้างปี พ.ศ. 2521






          ค่ำคื่นหนึ่งหลวงพ่อขันธ์ ท่านได้นิมิตเห็นหลวงปู่ดำ เทพารักษ์ผู้ปกปักรักษา วัดพระศรีอารย์ ในภาพของชีปะขาวขึ้นจากสระน้ำเก่าศักดิ์สิทธิ์ มาหาหลวงพ่อขันธ์ พร้อมกับกล่าวว่า ท่านขันธ์ ท่านอย่าลาสิกขา อยู่ช่วยสร้างวัดสร้างพระก่อน ก่อนอื่นผู้เขียนขอเท้าความย้อนหลัง ในสมัยนั้น ถ้าหลวงพ่อขันธ์ท่านจะลาสิกขา จะต้องไปลาสิกขาที่วัดอื่น เพราะวัดพระศรีอารย์ในขณะนั้นมีพระภิกษุไม่ถึง 5 รูป ที่จะประกอบพิธีกรรมทางสงฆ์
          หลังจากที่ท่านตัดสินใจว่าจะไม่ลาสิกขา ท่านก็เริ่มสนใจในวิปัสสนากรรมฐาน และคาถาอาคมอย่างจริงจัง  อาจารย์ที่ท่านได้ไปศึกษาได้แก่ หลวงพ่อรอด เจ้าอาวาสวัดหลวง ตำบลวังเย็น อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี หลวงพ่อแหยม วัดบ้านเลือก และหลวงพ่ออินทร์ วัดโบสถ์ ระหว่างที่ท่านศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและคันถธุระตลอดจนวิชาอาคม ท่านก็ได้สะสมว่านต่าง ๆ ตลอดจนมวลสารอันเป็นคุณวิเศษ ตลอดจนผงพุทธคุณของวัดต่างๆ ซึ่งรายละเอียดผู้เขียนจะกล่าวถึงในตอนท้ายในส่วนของการสร้างพระ
          หลวงพ่อขันธ์ ท่านเป็นพระที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวไม่เกรงกลัวใคร ดังนั้นการเจริญวิปัสสนากรรมฐานของท่านจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ท่านเป็นพระที่มีจิตเมตตาต่อบุคคลทั่วไปอย่างเสมอภาค โดยไม่คำนึงถึงฐานะของบุคคลนั้น จะร่ำรวย หรือยากจน หรือมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใด ท่านก็ให้การตอนรับอย่างเท่าเทียมกัน สมัยผู้เขียนเป็นเด็กวัยรุ่น อายุประมาณ 13 ปี (พ.ศ.2511) ผู้เขียนได้ไปขอพระยอดขุนพลจากท่าน ท่านก็เมตตาให้ เป็นพระยอดขุนพลพิมพ์กลาง ท่านกำชับว่า " ให้เก็บรักษาพระให้ดีพระของข้า ข้าปลุกเสกจนเป็นพระจริงๆ ตกอยู่ใต้ถุนบ้านใครบ้านนั้นอยู่ไม่เป็นสุขแน่ " และท่านยังกล่าวเสริมอีกว่า "แขวนพระของข้าไม่มีตายโหง" 
          บทความนี้จะกล่าวถึง พระยอดขุนพล ของหลวงพ่อขันธ์ ก่อนอื่นขอกล่าวถึงมวลสารต่างๆที่ใช้ในการสร้างพระครั้งนี้ (จากการบอกเล่าของคุณวิเชียร ภู่ระหงษ์ อายุ 63 ปี โทร 081-7577320เมื่ิอปลายเืดือนธันวาคม 2553)        
          1. ว่าน 1000 กว่าชนิดจากประเทศมาเลเซีย ว่านและมวลสารและดินและผงของวัดช้างให้(มวลสารที่เหลือจากการสร้างพระหลวงพ่อทวดวัดช้างให้ รุ่นแรก ปี พ.ศ.2497)
          2. ผงและเศษพระวัดสามปลื้มและวัดระฆัง
          3. มวลสารพุทธคุณของพระเกจิอาจารย์ทางใต้ โดยคุณณรงค์ ชาวอำเภอรอนพิบูล จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าของเหมืองแร่ทางภาคใต้เป็นผู้นำมาให้
          4. ผงพุทธคุณของหลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม ข้อเท็จจริงมีว่า หลวงพ่อขันธ์ได้ไปหาหลวงพ่อบุญธรรม ที่วัดพระปฐมเจดีย์ และได้แจ้งวัตถุประสงค์ในการสร้างพระ และได้ขอผงพุทธคุณจากท่านเพื่อไปสร้างพระ อันเป็นการสืบทอดพระศาสนาโดยจะไม่จำหน่ายพระเด็ดขาด แต่หลวงพ่อบุญธรรมก็นิ่งเฉยไม่พูดอะไร จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง หลวงพ่อขันธ์ก็ขอลากลับโดยเข้าใจว่าหลวงพ่อบุญธรรมไม่อนุญาติให้ผงตามที่ต้องการ  เวลาผ่านมาหลายเดือนจนหลวงพ่อขันธ์ลืมเหตุการณ์นี้แล้ว ก็มีชาวพระปฐมเจดีย์มาหาหลวงพ่อขันธ์ที่วัดพระศรีอารย์พร้อมกับกล่าวว่า หลวงพ่อบุญธรรมวานให้เอาพระบูชาซึ่งเป็นพระพุทธรูป(ปางพระศรีอารย์)ให้มาถวายหลวงพ่อขันธ์ ท่านก็รับใว้และแปลกใจว่าเราขอผงพุทธคุณกลับได้พระพุทธรูปแทน หลวงพ่อขันธ์ท่านก็นั่งพิจารณาพระพุทธรูปเสียนานก็สังเกตเห็นใต้ฐานของพระพุทธรูปองค์นั้นมีรอยบรรจุผงพุทธคุณ ท่านจึงใช้ไขควงงัดออกดูก็ปรากฏเห็นผงพุทธคุณเต็มฐานพระบูชา(คุณคมน์ ภู่สุนทรศรี โทร.๐๘๕-๔๘๕-๘๗๘๘)
          เมื่อรวบรวมผงได้ตามที่ต้องการแล้วหลวงพ่อขันธ์ก็เริ่มลงมือสร้างพระยอดขุนพล โดยสร้างพระเป็นสองวาระ คือ
          วาระแรก เมื่อประมาณปี พ.ศ.2504 สร้างพระประมาณ หลายหมื่น องค์(โดยบรรจุพระลงในโองมังกรขนาดบรรจุ 200 ลิตร หลายใบ)
          วาระที่สอง สร้างพระประมาณปี พ.ศ.2523-2524 โดยนำมวลสารที่เหลือจากการสร้างพระในวาระแรกมาสร้างพระ(พระที่สร้างวาระแรกเหลือจำนวนน้อยมาก) หลวงพ่อขันธ์ท่านกล่าวกับศิษย์ใกล้ชิดทีเล่นทีจริงว่า"จะสร้างให้ได้ หนึ่งล้านองค์เพื่อนำเงินรายได้มาสร้า งพระอุโบสถทองคำร้อยล้าน" ระหว่างที่กดพิมพ์พระได้จำนวนร่วมสองหมื่นองค์หลวงพ่อขันธ์ท่านก็มรณภาพเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 ก็หยุดกดพิมพ์สร้างพระระยะหนึ่ง ขณะนั้นมวลสารเหลือน้อยแล้ว ต่อมาหลวงพ่อสง่า เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันก็กดพิมพ์สร้างพระต่อจนมวลสารหมด ได้พระทั้งหมดประมาณสองถึงสามหมื่นองค์ ในปีพ.ศ.2543จึงได้จัดพิธีพุทธาภิเษกในพระอุโบสถ์ที่วัดพระศรีอารย์ โดยนิมนต์พระเกจิอาจารย์หลายท่านร่วมปลุกเสก ได้แก่ พลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม หลวงพ่อพูน วัดไผ่ล้อม และหลวงพ่ออุทัย วัดมฤคทายวัน(วัดเกาะตาพุด) อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี 
          พระยอดขุนพลของหลวงพ่อขันธ์ เป็นรูปพระพุทธประทับนั่งบนฐานอาสนบัลลังก์บัวคว่ำบัวหงาย ปางมารวิชัยยกเว้นพิมพ์พุทธกวัก พระพักตร์เป็นศิลปะแบบอินเดียด้านหลังเรียบ เป็นพระเครื่องที่มีศิลปะสวยงามมากพิมพ์หนึ่งและเป็นพระที่มีพุทธคุณสูงมาก  ดังนั้นจึงเป็นพระที่มีประสบการณ์สูง ไม่ว่าจะด้านอุบัติเหตุรถยนต์ หรือป้องกันอาวุธปืนหรือมีด นอกจากนี้ด้านเมตตามหานิยม โชคลาภและทางค้าขายก็ดีเป็นเลิศ  จึงเป็นพระเครื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในขณะนั้น(ประมาณปี พ.ศ.2508-2515) เป็นพระเครื่องที่ชาวจังหวัดนครปฐมกล่าวขานถึงมากที่สุดมากกว่าพระเครื่องของหลวงพ่่อน้อย วัดธรรมศาลาและหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอมในขณะนั้น ส่วนราคาพระยอดขุนพลในขณะนั้นราคาองค์ละ 200 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากในขณะนั้น(เหรียญหล่อรุ่นแรกของหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก ราคาประมาณ 600-700 บาท เหรียญหล่อคอน้ำเต้ารุ่นแรกหลวงพ่อน้อยราคาประมาณ 80-100 บาท)
          จากประสบการณ์ของผู้เขียนสมัยที่ยังเป็นเด็กวัยรุ่นอายุประมาณ15-16 ปี ได้เห็นช่างซ่อมรองเท้าชื่อเล่นว่า มัน ช่างมันเมื่อเลิกงานตอนเย็นมักจะดื่มสุราเป็นประจำ เมื่อเกิดความมึนเมาก็จะเอามือกำพระยอดขุนพลของหลวงพ่อขันธ์และใช้มีดกรีดยางเฉือนลงไปที่แขนข้างที่มือกำพระอย่างแรงหลายครั้ง แต่ก็เฉือนไม่เข้า(แผงร้านช่างมันตั้งอยู่หน้าร้านประชามิตร ตลาดล่าง จังหวัดนครปฐม)
          พระยอดขุนพลที่ผู้เขียนนำมาลงในบทความนี้ มีหลายแบบพิมพ์



พระยอดขุนพล วัดพระศรีอารย์ พิมพ์ใหญ่



พระยอดขุนพล วัดพระศรีอารย์ พิมพ์กลาง 



พระยอดขุนพล วัดพระศรีอารย์ พิมพ์พุทธกวัก 



พระยอดขุนพล วัดพระศรีอารย์ พิมพ์พุทธกวักห้าเหลี่ยม 



พระยอดขุนพล วัดพระศรีอารย์ พิมพ์สมเด็จ 



พระยอดขุนพล วัดพระศรีอารย์ พิมพ์เล็ก 


          พระยอดขุนพลของหลวงพ่อขันธ์ จัดได้ว่าเป็นพระที่มีการสร้างใกล้เคียงกับพระหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ รุ่นแรก (ปีพ.ศ.2497)  ฉนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่มีนักสะสมพระบางท่าน กล่าวว่า "จะใช้พระยอดขุนพลแทนพระหลวงพ่อทวดวัดช้างให้ รุ่นแรก (ปี 2497)ก็ได้ เพราะมีพุทธคุณไม่แพ้กัน"


         ลำดับเจ้าอาวาสวัดพระศรีอารย์
         1. พระอธิการแถว
         2. พระอธิการบุญ
         3. พระอธิการอินทร์ ธฺมมโชติ ตั้งแต่ พ.ศ.2475-2490
         4. พระครูสิริพัฒนกิจ(ขันธ์ กนฺตธโร) พ.ศ.2493-2534
         5. พระครูสง่า ฐานิสฺสโร เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน








                                                                                      สุพล คีรีวิเชียร
                                                                                      081-0434114

     
                                                              
                    
                       
                     
                           
                       
                     





























































วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

“หลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์” ศิษย์เอกผู้สืบทอดพุทธาคม หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค




ท่านเจ้าคุณพระปฐมเจติยาทร
“หลวงพ่อบุญธรรม ธมฺมาราโม”
อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร
อำเภอเมือง   จังหวัดนครปฐม
            หลวงพ่อบุญธรรม หรือ ท่านเจ้าคุณ “พระปฐมเจติยาทร” ตามประวัติท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ เป็นคนสุดท้องของนายจันทร์ นางลำภู จันทร์หอม หลวงพ่อบุญธรรม เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๓๕ ตรงกับวันพฤหัสบดีขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะโรง ณ บ้านตำบลบางซื่อ อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร มีนามเดิมว่า บุญธรรม จันทร์หอม
            ในปฐมวัย ไม่ปรากฏว่าได้เคยศึกษาในโรงเรียนใด แต่เป็นเด็กที่ฝักใฝ่ในทางพระพุทธศาสนามาโดยตลอด และได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ ๑๗ ปี (พ.ศ. ๒๔๕๒) ณ วัดแคสามเสน เพื่อศึกษาภาษาไทยและภาษาขอมซึ่งนิยมศึกษากันในสมัยนั้น จนกระทั่งมีความรู้อ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี เมื่ออายุครบบวชได้อุปสมบทครั้งแรก ณ วัดแคสามเสนนั่นเอง แต่อยู่จำพรรษาได้เพียงหนึ่งพรรษาก็ลาอุปสมบทเข้ารับราชการทหารประจำกรมมหาดเล็ก และอาสาสมัครไปร่วมสงครามยุโรปในสงครามโลกครั้งที่ ๑ แต่ไปไม่ทันถึงสนามรบสงครามก็สงบลง จึงเดินทางกลับและได้ปลดประจำการ เป็นทหารกองหนุนเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐
                ปี พ.ศ. ๒๔๖๑ ได้แต่งงานกับหญิงชื่อทิพย์ ที่ตำบลคลองบำหรุ บางกอกน้อย ธนบุรี แต่อยู่กันได้เพียง ๖ เดือนเศษก็แยกทางกันเนื่องจากนิสัยชอบการตระเวนท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ โดยใช้เรือเป็นที่พักอาศัย ขึ้นล่องไปตามลำน้ำต่าง ๆ ตลอดจังหวัดนครปฐม อยุธยา สุพรรณบุรี
            ในระหว่างนี้ เมื่อได้พบกับอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในตำบลใด ก็จอดพักเรือสมัครเป็นศิษย์เรียนวิชาเพิ่มพูลอยู่เสมอ ทั้งทางโหราศาสตร์และไสยศาสตร์ อาจารย์ที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาให้เป็นระยะเวลายาวนานที่สุด คือ หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และท่านอาจารย์แดง วัดโพธิ์ท่าเตียน พระนคร
            หลายปีต่อมา ท่านเบื่อการเร่ร่อนเช่นนั้น จึงได้ยกเรือให้พี่น้องเสีย แล้วมาปลูกกระท่อมอาศัยปฏิบัติตนเป็นมรรคทายกอยู่ที่วัดไผ่ล้อม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม แล้วย้ายไปตั้งร้านขายยาแผนโบราณอยู่ที่เชิงสะพานอ่อน (สะพานซอย ๓ ในปัจจุบัน) รับรักษาคนเจ็บป่วย จนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในสมัยนั้น
                ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้อุปสมบทในพระบวรพุทธศาสนาเป็นครั้งที่สอง ณ พระอุโบสวัดพระปฐมเจดีย์ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยมีพระเทพสุธี (โชติ  ธัมมปัชโชติกเถระ) เจ้าอาวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้ศึกษาทางพระธรรมวินัย กระทั้งสอบนักธรรมชั้นตรี ได้ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙
            ลำดับสมณศักดิ์ของหลวงพ่อบุญธรรม
            พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรมของท่านเจ้าคุณพระเทพสุธี วัดพระปฐมเจดีย์ ในตำแหน่ง “พระครูใบฎีกา” และเป็นพระกรรมวาจานุสาวนาจารย์
            พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูฐานานุกรมของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก วัดพระปฐมเจดีย์ ในตำแหน่ง “พระครูสังฆวิชัย” ต่อมาได้เป็น “พระครูสังฆรักษ์”
            พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร จ.ป.ร.ชั้นโท ในนาม “พระครูธรรมาภิราม”
                พ.ศ. ๒๔๙๙ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร จ.ป.ร.ชั้นเอก (ในนามเดิม) ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์
            พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในนาม “พระปฐมเจติยาทร”
พระราชธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม) และพระปฐมเจติยาทร (หลวงพ่อบุญธรรม) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ ภาพจากงานฉลองพระภิกษุใหม่ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐
            พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระปฐมเจติยาทร เป็นพระเถระที่เพียบพร้อมด้วยกตเวทีตาคุณเป็นอย่างยิ่ง ท่านระลึกถึงพระคุณของบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาแก่ท่านอยู่เสมอ เพราะเมื่อถึงวันเสาร์แรกของเดือนห้าทุก ๆ ปี ท่านจะจัดให้มีพิธีบูชาคุณครูอาจารย์เป็นประจำ ซึ่งเรียกกันว่า “งานไหว้ครู” ในงานนี้มีลูกศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือท่านมาร่วมบำเพ็ญกุศลกับท่านอย่างหนาแน่นเสมอ ส่วนท่านอาจารย์ใดยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็จัดเครื่องสักการะไปเคารพบูชาถึงที่อยู่ทุก ๆ อาจารย์ และหลวงพ่อบุญธรรมท่านมักจะชมวุฒิคุณ ความดีของครูบาอาจารย์ของท่านให้ลูกศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือท่านฟังอยู่เป็นเนืองนิตย์
            ในสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ผู้เขียนเองเคยได้ไปงานวันไหว้ครูกับยาย (ยายปาน แซ่ลี้) ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อบุญธรรม ได้พบสิ่งแปลก ๆ หลายอย่าง เช่น ศิษย์ที่เคยสักลิงลม หรือลงสักอักขระเลขยันต์ไว้ เข้ามาในเขตงานพิธีไหว้ครูก็จะมีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น อย่างคนที่สักลิงลมจะวิ่งขึ้นต้นไม้หรือต้นมะพร้าวไปถึงยอดโดยเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าขึ้นมาได้อย่างไร แต่พอเวลาลิงลมออกแล้วปรากฏว่าตกใจที่ตัวเองขึ้นมาอยู่บนยอดมะพร้าวทั้ง ๆ ที่ตนเองขึ้นไม่เป็น คนที่อยู่ข้างล่างต้องช่วยกันใช้พะองต่อขึ้นไปรับลงมาด้วยความยากลำบาก ซึ่งดูแล้วก็สนุกดี แต่ในกรณีที่ผู้เขียนเห็นแล้วรู้สึกน่ากลัว คือ มีผู้หญิงที่ถูกน้ำมันพรายหรือผีเข้าบางคนก็แก้ผ้าหมดแล้วด่าออกมาด้วยถ้อยคำหยาบคายพร้อมชี้หน้าหลวงพ่อด้วย แต่หลวงพ่อเพ่งมองชั่วครู่ก็ใช้ไม้ (กัลปังหา) ซึ่งมีลักษณะเหมือนไม้เท้ามาเสกเป่าคาถาแล้วชี้ไปจนมีอาการร้อนรนโวยวายอยู่ชั่วครู่แล้วหญิงผู้นั้นก็สงบแน่นิ่งไป หลวงพ่อใช้ไม้ตีปัดเป่าไล่ด้วยมนต์ หลังจากนั้นท่านจึงให้ญาตินำตัวไปอาบน้ำมนต์ที่ท่านทำไว้โดยให้ใช้ภาชนะรองรับน้ำมนต์ที่อาบแล้วสังเกตดู ก็พบมีน้ำมันเป็นคราบลอยอยู่บนผิวน้ำเต็มไปหมด นั่นคือน้ำมันพรายที่ออกมาจากร่างกายของหญิงคนนั้น นอกจากนี้ก็มีพวกคนวิกลจริต คนที่เจ็บป่วยเรื้อรังด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ อีกมากที่ไปร่วมงานไหว้ครู พร้อมกับให้หลวงพ่อทำการรักษาพยาบาลจนมีชื่อเสียงไปทั้งจังหวัดนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียง ศิษย์และสาธุชนที่นับถือท่านในสมัยนั้นจึงเรียกท่านว่า พระหมอบุญธรรม หรือ หลวงพ่อบุญธรรม และก็เรียกกันเช่นนี้ตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้
            ตำรายาต่าง ๆ ของหลวงพ่อบุญธรรมที่ใช้เป็นสูตรผสมใช้รักษาโรคต่าง ๆ นั้นมีมากมายหลายชนิดโรคแต่ละขนานก็จะมีสัดส่วนการผสมของพืชสมุนไพรที่ต่างกันไป หากนำมาเขียนลงในที่นี้เห็นทีว่าหน้ากระดาษทั้งเล่มฉบับนี้ไม่พอแน่ ผู้เขียนขอเอ่ยเฉพาะชื่อของยาที่คุณยายของผู้เขียนร่ำเรียนมาจากหลวงพ่อมีที่สำคัญคือ ๑. ยาแก้ไขทับทรางและทรางทับไข้ ๒. ยาอำมฤควาส สำหรับแก้อาเจียน โลหิตเป็นพิษ ตามัว ลมชัก ๓.ยาหอมอุดมพุทธโอสถ แก้ลมแก้ผิดสำแดงต่าง ๆ ๔. ยาครรภ์รักษา แก้แพ้ท้องบำรุงครรภ์ คลอดง่าย ฯลฯ ตำรายาเหล่านี้คือส่วนหนึ่งที่คุณยายปาน แซ่ลี้ ได้ใช้ช่วยเหลือเพื่อนบ้านระแวกตำบลสนามจันทร์ตามเจตนาของหลวงพ่อบุญธรรมแล้วมากมาย เช่นกัน
            อุปนิสัย หลวงพ่อบุญธรรม ท่านเป็นพระเถระผู้โอมอ้อมอารีแก่ชนทั่ว ๆ ไปคอยช่วยเหลืออุปการะผู้น้อยอยู่เสมอมิได้ขาด เป็นผู้ใคร่ในการกุศลทุกชนิดและทุก ๆ ปีท่านจะต้องแสวงหากุลบุตรที่ศรัทธาใคร่จะอุปสมบทโดยรับเป็นเจ้าภาพทำการอุปสมบทให้ปีละหลาย ๆ คน เมื่อให้การอุปสมบทแล้วท่านก็อุปการะเรื่องที่พักจำพรรษา อาหาร ตลอดจนอุปกรณ์การศึกษาพระธรรมวินัย ครั้นถึงวันออกพรรษารับกฐินแล้วพระภิกษุ-สามเณรรูปใดประสงค์จะลาสิกขา ท่านก็ไม่ขัดข้อง แต่เมื่อรูปใดยังมีศรัทธาจะครองเพศสมณะต่อไปอีก ท่านก็ช่วยอุปการะตลอดไป แม้จนกระทั่งส่งไปศึกษาทางพระบาลีในสำนักเรียนใหญ่ ๆ ในจังหวัดพระนคร ท่านก็ได้ตั้งนิตยภัตรให้เป็นเงินเดือนทุกรูป สำเร็จเป็นมหาเปรียญไปก็มาก

ภาพขบวนแห่นาค ที่หลวงพ่อบุญธรรม รับอุปการะเป็นเจ้าภาพอุปสมบทให้ ปีละหลายองค์
ภาพนี้บิดาผู้เขียนถ่ายจากถนนหลังพระ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕
            ในส่วนของพระภิกษุ-สามเณร ที่ท่านได้เป็นกรรมวาจานุสาวนาจารย์ให้เมื่อถึงวันเปิดโรงเรียนพระปริยัติธรรม ท่านก็เรียกมาประชุมแจกสมุดหนังสือเรียนโดยทั่วถึงกันทั้งเก่าและใหม่เป็นประจำทุกปี ทั้งนี้เพราะท่านเคยปรารถนาอยู่เสมอว่า ท่านเองเกิดมาชาตินี้มีปัญญาน้อยไม่ได้เล่าเรียนอะไรไว้ก็อยากจะสนับสนุนลูกศิษย์ลูกหาทุกคนให้ได้ดิบได้ดีในการเรียนให้ได้มากที่สุด เพื่อจะได้เป็นอานิสงฆ์ต่อไปในภายหน้าให้ท่านได้เกิดมามีสติปัญญาดีเหมือนผู้อื่นเขาบ้าง ดังนั้นท่านจึงได้พยายามส่งเสริมในด้านการศึกษานี้อยู่เสมอ สำหรับศิษย์วัดที่มีผู้นำมาฝากไว้ให้อยู่ปรนนิบัติท่าน ท่านก็เลี้ยงดูอุปการะเป็นอย่างดี ให้การศึกษาและอบรมให้อยู่ภายในระเบียบวินัยอันดีงาม จนได้รับความชมเชยจากท่านผู้ใหญ่และบิดา-มารดาของเด็ก ๆ เหล่านั้นว่า ท่านอบรมเด็กได้ดีมีกิริยามารยาทเรียบร้อยทุกคน
            พระภิกษุและสามเณร ที่เป็นศิษย์ของท่าน ๆ มีวิธีชักจูงใจให้สนใจการศึกษาคือ การให้รางวัลแก่ผู้ที่สอบนักธรรมหรือเปรียญชั้นใดชั้นหนึ่งได้ นอกจากนี้ท่านก็ได้ช่วยเหลือในเรื่องอุปกรณ์การสอนและอุปการะการเงินเป็นนิตยภัตรเงินเดือนครูผู้สอน ปีหนึ่ง ๆ ท่านต้องสิ้นเงินเหล่านี้ปีละไม่ใช่น้อย เป็นที่ซาบซึ้งใจแก่ศิษย์ของท่านทั่วหน้ากันตลอดมา



            เนื่องจากหลวงพ่อบุญธรรมท่านเป็นพระภิกษุ ไม่โลภจริต ไม่เห็นแก่ตัว คือท่านไม่สะสมข้าวของเงินทองไว้เป็นประโยชน์สำหรับส่วนตัวเองเลยแม้แต่น้อย เมื่อมีมากท่านจะนำไปทอดกฐินหรือทอดผ้าป่าตามวัดที่กันดารในชนบทที่ห่างไกลหรือโดยวิธีก่อสร้างถาวรวัตถุและสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์เพื่อผู้อื่นแทบทั้งสิ้น ส่วนค่าใช้จ่ายของท่านเองก็มีไว้แต่พอสมควรแก่อัตภาพเท่านั้น
            ในฐานะเดิมท่านเคยเป็นแพทย์แผนโบราณมาก่อนอุปสมบทเป็นเวลานาน ฉะนั้นเมื่ออุปสมบทแล้ว จึงยังมีคนเจ็บป่วยมาขอความช่วยเหลือจากท่านอยู่ตลอดเวลา ท่านก็ได้อนุเคราะห์ให้ด้วยดีเป็นเหตุให้ท่านต้องแยกออกมาจากกุฏิหลังเดิมมาปลูกสร้างกุฏิหลังใหม่อยู่ริมวัดพระปฐมเจดีย์ ด้านทิศตะวันตก หน้าตึกธรรมศรัทธาสหชน (ในปัจจุบัน) เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ แล้วสร้างเรือนพักคนไข้ขึ้นข้าง ๆ ทำการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยทั้งไข้สามัญและวิกลจริต จนมีชื่อเสียงไปทั้งจังหวัด  
            ต่อมาเมื่อลูกศิษย์และผู้เลื่อมใสศรัทธาท่านมากขึ้น ๆ กุฏิและเรือนพักอาศัยคนไข้ไม่พอรองรับท่านจึงได้ขยับขยายไปสร้างกุฏิถาวรสองชั้นฝาไม้กระดานขึ้นอีกหลังเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ให้ชื่อว่า “กุฏิมิตตสามัคคี” มีพระภิกษุสามเณรและลูกศิษย์มาสมัครปรนนิบัติท่านเป็นจำนวนมาก และผู้ที่ศรัทธาเคารพนับถือท่านก็มากขึ้นทุกที พอถึงงานประจำปีของท่านต่างก็พร้อมใจกันมาร่วมกุศลกับท่านอย่างหนาแน่น จนเป็นเหตุให้กุฏิมิตตสามัคคีไม่พอรองรับอีกท่านจึงจำเป็นต้องขยายกุฏิด้านหลังและด้านข้างขวามือออกไปอีก จนมีสถานที่ใหญ่โตเพียงพอที่จะต้อนรับลูกศิษย์ได้ในคราวมีงานประจำปีอย่างสบาย
            นอกจากนี้ท่านยังหาทุนทรัพย์ ก่อสร้างพระอุโบสถ โรงเรียน กุฏิสงฆ์ ถนน ให้แก่วัด   ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาเท่าที่พอจะประมวลมากล่าวย่อไว้ในที่นี้ได้ เช่น
            ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นประธานในการหาทุนทรัพย์ก่อสร้างพระอุโบสถวัดสุวรรณาราม       ต.ศาลายา อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม
            ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ร่วมการก่อสร้างพระอุโบสถวัดบ้านนา อ.เมือง จ.สุโขทัย
            ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ช่วยจัดหาทุนทรัพย์สร้างที่ว่าการอำเภอศรีสำโรง จ.สุโขทัย
            ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ จัดหาทุนทรัพย์ในการก่อสร้างโรงเรียนวัดไชโย จ.อ่างทอง
            ปี พ.ศ. ๒๔๙๕ จัดหาทุนทรัพย์สร้างพระอุโบสถวัดลำพยา อ.บางเลน จ.นครปฐม
               ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ จัดหล่อพระประธานประจำพระอุโบสถ มอบให้กับวัดต่าง ๆ
และสร้างหอระฆังและหอกลองทรงปั้นหยาสูง ๓ วาเศษ ณ วัดพระปฐมเจดีย์ ในส่วนสิ่งก่อสร้างภายในวัดพระปฐมเจดีย์นอกจากหอระฆัง-หอกลองซุ้มประตูวัด ถนนพื้นคอนกรีต เสริมเหล็ก กว้าง ๔ เมตร  แล้วท่านยังปลูกสร้างถาวรวัตถุไว้อีกจำนวนมาก เพราะตลอดชีวิตท่านผูกพันอยู่กับวัดพระปฐมเจดีย์โดยตลอดอายุขัย


ซุ้มประตูป้ายชื่อ วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร ถนนศรัทธาสามัคคี และถนนธรรมมาบริหาร ถนนเชื่อมต่อบริเวณเสนาสนะสงฆ์คณะต่าง ๆ ในวัดหลวงพ่อบุญธรรมก่อสร้างเมื่อช่วงปี พ.ศ. ๒๔๙๔-๒๔๙๖

                เท่าที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น เป็นเพียงสถานที่สำคัญ ๆ แต่ความจริงยังมีสถานที่และวัตถุอีกเป็นจำนวนมากที่ท่านได้จัดสร้าง สิ่งสุดท้ายที่ท่านได้สร้างขณะที่ท่านอาพาธก็คือ วัจจกุฏิสองห้องคู่ การก่อสร้างตึกหลังนี้หลวงพ่อบุญธรรมต้องใช้ความเพียรพยายามเป็นอย่างยิ่งแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนเลย เพราะวันละหลาย ๆ ชั่วโมงที่ท่านต้องรับแขกที่มาเยี่ยม มาให้ท่านตรวจโชคชะตาราศี มารักษาโรค ฯลฯ เมื่อว่างท่านก็ควบคุมดูแลการก่อสร้างด้วยตนเอง เป็นอยู่เช่นนี้ จนถึงปี ๒๕๐๖ วัดพระปฐมเจดีย์ก็มีตึกหลังใหม่ขึ้นมาอีก ๑ หลังอย่างเต็มภาคภูมิตัวตึกกว้างใหญ่เหมาะใช้เป็นสถานที่อยู่และเป็นตึกสำหรับรับรองพระเถระที่มาประกอบศาสนกิจ หลวงพ่อบุญธรรมได้ตั้งชื่อตึกนี้ว่า “ตึกธรรมศรัทธาสหชน”
            ขณะที่สร้างตึกหลังใหม่นี้แม้ท่านอาพาธอยู่ แต่ท่านขอตั้งปณิธานไว้แน่วแน่ก่อนแล้วว่าจะต้องสร้างให้เสร็จให้จงได้ ดังนั้นเมื่อตึกธรรมศรัทธาสหชนเสร็จเรียบร้อย ท่านก็ล้มเจ็บลง เมื่อแรก ๆ ก็เพียงสามวันดีสี่วันไข้ แต่ต่อมาอาการก็ทรุดหนักลง คณะศิษย์จึงตัดสินใจนำท่านไปให้แพทย์ตรวจและเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสงฆ์ เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ แพทย์ลงความเห็นว่าท่านเป็นโรคมะเร็งในลำคอแต่เนื่องจากอยู่ระหว่างเข้าพรรษาและต้องใช้เวลารักษาเป็นเวลานานประกอบกับเข้าใจว่าถึงจะรักษาอยู่ต่อไปก็คงไม่หายขาด ท่านจึงขอให้ศิษย์นำกลับวัดพระปฐมเจดีย์อาศัยปรุงยากลางบ้านรับทานเองก็รู้สึกว่าพอจะได้ผลบ้าง แต่ไม่ดีนัก
            และในระหว่างที่หลวงพ่อบุญธรรมท่านอาพาธอยู่นี่เอง ท่านก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นท่านเจ้าคุณในนาม “พระปฐมเจติยาทร” หลวงพ่อบุญธรรมท่านได้ไปในพิธีรับพระราชทานพัดยศ ทั้ง ๆ ที่กำลังป่วย บรรดาลูกศิษย์ของท่านได้กำหนดงาน ฉลองพัดยศ ฉลองกุฏิตึกธรรมศรัทธาสหชน รวมพร้อมกันกับงานไหว้ครูประจำปี ซึ่งจัดให้มีขึ้นในวันเสาร์แรก เดือน ๕ ตรงกับวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๗
            ครั้งถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ท่านมีอาการอาพาธมากขึ้น ท่านฉันอาหารไม่ได้ต้องถวายนมสดและน้ำข้าวต้มแทน พอช่วยพยุงชีวิตท่านไว้เท่านั้น งานที่คณะศิษย์เตรียมจัดไว้แต่แรกเป็นงานใหญ่โตที่สุด ต้องเปลี่ยนแปลงไปคงไว้แต่พิธีทางศาสนาเท่านั้น ส่วนกำลังใจของหลวงพ่อยังดีอยู่มากแม้ว่าจะขยับกายเองไม่ได้แล้วก็ตาม ถึงวันที่ ๑๔ มีนาคม ซึ่งเป็นวันงานนั่นเองอาการของท่านก็กำเริบขึ้นเหลือวิสัยของคณะแพทย์ที่เยียวยาไว้ได้ แต่แล้วท่านก็ฟื้นคืนสติขึ้นมาได้อีกครั้งดังปาฏิหาริย์จนงานไหว้ครูผ่านไปได้ด้วยดี
            แต่หลังงาน จากนั้นมาอาการของหลวงพ่อไม่กระเตื้องขึ้นเลย คงทรงอยู่อย่างนั้นเพียงแต่สติของท่านยังดีจำแม่นเหมือนปกติ กระทั่งถึงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๐๗ เวลา ๑๕.๒๐ น. หลวงพ่อบุญธรรมท่านจึงได้มรณภาพไปโดยสงบท่ามกลางลูกศิษย์และแพทย์ที่เฝ้าพยาบาลท่านจนถึงนาทีสุดท้าย ทิ้งไว้แต่คุณงามความดีของท่านที่ประกอบมาให้ไว้เป็นอนุสรณ์แก่อนุชนชั่วกาลนาน หลวงพ่อบุญธรรมรวมสิริอายุ ๗๒ ปี ท่านเป็นสานุศิษย์วิทยาคมสาย หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค จ.อยุธยา มีวิชาอาคมแก่กล้า มีเมตตาและพรหมวิหารธรรมสูง สงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสรักษาโรคดภัยไข้เจ็บแก่สาธุชนไม่เลือกชั้น วรรณะ ประดุจ พระอาจารย์ของท่านทุกประการ
                จากหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพพระปฐมเจติยาทร ๓ เม.ย. ๐๘ มีคัดออกบ้างบางตอน นำลงเผยแพร่ด้วยเห็นว่าท่านเป็นพระเถระผู้โอบอ้อมอารี ทั้งชีวิตท่านฝักใฝ่แต่ศาสนกิจกุศลโดยแท้จริง
            ศิษย์ของหลวงพ่อบุญธรรม ธมฺมาราโม
            ในปัจจุบันเท่าที่ผู้เขียนจำได้และยังอยู่จำพรรษาวัดพระปฐมเจดีย์สององค์คือ พระพิพัฒน์วิริยาภรณ์ (หลวงพ่อผูก) พระครูอุตตรการบดี (หลวงพ่อศรีสุข) ส่วนอีกองค์หนึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดคีรีวงศ์ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี คือ พระสมุห์ทิม เตชปุญโต (อาจารย์ทิม)
            ก่อนจะกล่าวถึงวัตถุมงคล วิถีการสร้างพระผงของหลวงพ่อบุญธรรม วัดพระปฐมเจดีย์ (วัดใหญ่) ผู้เขียนเคยได้ฟังคุณยายพูดคุยกับหลวงพ่อบุญธรรมพอสรุปได้ว่า การที่ท่านต้องเสกเป่าคาถารักษาโรค ทำน้ำมนต์บ่อย ๆ นั้น พลังจิตของท่านย่อมไม่เข้มขลังเต็มพลัง ฉะนั้นในปีหนึ่ง ๆ หลังจากออกพรรษาและรับกฐินแล้ว หลวงพ่อท่านต้องเดินทางไปนั่งวิปัสสนากรรมฐานในที่สงบโดยไปนั่งเสริมพลังจิตที่ป่าช้าวัดบางนมโคใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็ม ห้ามผู้ใดเข้าไปรบกวนโดยเด็ดขาด จะอนุญาตแต่เฉพาะผู้ส่งอาหารเท่านั้น หลังจากหนึ่งเดือนแล้วท่านจะออกจากป่าช้ามาพักผ่อนในวัดบางนมโคก่อน เมื่อสบายดีแล้วจึงกลับวัดพระปฐมเจดีย์เพื่อมาเป็นที่พึ่งให้แก่บรรดาลูกศิษย์ท่าน ด้วยจิตใจอันสงบและแน่วแน่
            วิธีสร้างพระของพระปฐมเจติยาทร หรือหลวงพ่อบุญธรรม ท่านสร้างตามแบบฉบับตำรับพิธีสมัยโบราณ คือ สร้างเนื้อเอง กดพิมพ์เอง ปลุกเสกเอง ในกุฏิที่ท่านพักอาศัยอยู่ ท่านจะไม่ยอมทำนอกวัดเหมือนการสร้างพระในปัจจุบัน โดยท่านจะเริ่มต้นตั้งแต่สร้างผงวิเศษด้วยการเขียนอักขระยันต์คาถาลงบนแผ่นกระดานดำด้วยดินสอพองกำหนดจิตเขียนทีละตัวจนครบสูตรของท่าน แล้วลบออกเก็บผงเลขยันต์ไว้ทำผงวิเศษ (เขียนแล้วก็ลบกระทั่งได้ผงตามที่ต้องการ) ในตัวยันต์ที่เขียนนั้นจะต้องมียันต์สำคัญของอาจารย์ท่าน เช่น ยันต์เกราะเพชร ที่ท่านร่ำเรียนถ่ายทอดมาจากหลวงพ่อปาน อยุธยา เลขยันต์ของท่านเจ้าคุณธรรมวโรดม (โชติ) พระอุปัชฌาย์ของท่านเป็นต้น ขั้นตอนต่อไปท่านใช้หัวว่าน ๑๐๘ ชนิดมา บดให้เป็นผงละเอียดรวมทั้งผงธูปหน้าพระประธานในพระอุโบสถและรอบ ๆ องค์พระปฐมเจดีย์ทั้ง ๔ ทิศ ผงธูปที่ท่านจุดบูชาพระอาจารย์ นำมาผสมรวมกับน้ำมนต์ตั้งอิ้วเมื่อเข้ากันดีแล้วได้ฤกษ์ดีแล้ว ท่านก็นำเนื้อนี้ลงแม่พิมพ์กดเป็นรูปพิมพ์พระตามพุทธลักษณะต่าง ๆ คือ พิมพ์พระสมเด็จปางสมาธิ ฐานสามชั้น ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ พระสมเด็จแบบพระพุทธกวัก พระพิมพ์พระนางพญา พิมพ์พระพุทธโสธร ลักษณะรูปสามเหลี่ยม ฯลฯ ที่ด้านหลังจะกดด้วยตัวอักษร “ธ” จมลงในเนื้อหมายความว่า “หลวงพ่อบุญธรรม” (ถ้าท่านผู้อ่านไม่มีพระเนื้อดินของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค  จะใช้พระผงของหลวงพ่อบุญธรรม แทนรับรองพุทธคุณไม่แพ้กัน เพราะสร้างตามแบตำราเดียวกัน )
            นอกจากพระเครื่องเนื้อผง ท่านยังได้ทำสิ่งมงคลสำหรับบูชาประจำบ้านเรือนที่ลูกศิษย์นิยมกันมากในสมัยนั้นคือ ผ้ายันต์ประจำบ้านเรือนหรือโรงงานป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ ผ้ายันต์สามเหลี่ยมชายธงที่หลวงพ่อสักอักขระเลขยันต์ด้วยลายมือท่านเอง ทางด้านเมตตามหานิยมก็มี สาลิกา และเทียนสีผึ้งสำหรับทาริมฝีปาก เพื่อความมีเสน่ห์ในการเข้าหาพบปะผู้ใหญ่ เป็นต้น ส่วนบทพระคาถาต่าง ๆ ที่ลูกศิษย์ลูกหาเรียนไป เพื่อไว้อธิษฐานใช้ประจำตัวนั้น ผู้ที่นำไปใช้ห้ามลักขโมย ไม่ให้ปล้น ไม่ให้ดื่มเหล้า จึงจะมีคุณต่าง ๆ ตามความประสงค์
            ในช่วงที่หลวงพ่อบุญธรรมท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านยังได้ทำเหรียญเนื้อโลหะรูปเหมือนของท่านด้วยตามความปรารถนาของบรรดาลูกศิษย์รวม ๓ รุ่น เป็นเนื้อทองแดงกะไหล่ทองทั้งหมด และสิ่งที่จะขาดเสียมิได้นั้นคือการลงจารตัวยันต์เกราะเพชรลงในแผ่นเงิน แผ่นทอง หลอมละลายเป็นชนวนสำคัญในเนื้อเหรียญทั้ง ๓ รุ่น
            สิ่งมงคลวัตถุมงคล และพระเครื่องต่าง ๆ ของหลวงพ่อบุญธรรม เมื่อเวลาท่านนำมาแจกให้แก่ลูกศิษย์ หรือผู้ที่นับถือท่านหลวงพ่อจะเสกเป่าประสิทธิ์ประสาทมอบให้กับมือเองอีกครั้งหนึ่ง และไม่มีการตั้งราคาว่าจะต้องทำบุญองค์ละเท่าไร! เพราะหลวงพ่อท่านถือว่าสร้างขึ้นเพื่อแจก นอกจากว่าท่านที่รับพระเหล่านั้นจะทำบุญเองตามความสมัครใจของแต่ละคน ก็สุดแต่ความศรัทธา ด้านพระพุทธคุณ ของ ๆ ท่านดีเด่นทางเมตตามหานิยม ให้โชค ให้ลาภ แคล้วคลาดจากภัยพิบัติอันตรายใด ๆ ทั้งปวง และโดยเฉพาะในทางมหาเสน่ห์ด้วยแล้วหากปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม นับว่าของของท่านเป็นที่เชื่อถือได้ มีความนิยมกันมากในหมู่บรรดาลูกศิษย์และคนที่ทราบประวัติความเป็นมาของหลวงพ่อบุญธรรม แต่ในบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่องวงนอกอย่างเช่นปัจจุบัน ไม่ทราบทั้งประวัติของท่านและก็ไม่ทราบว่ามีพระเครื่องพิมพ์ต่าง ๆ อยู่ด้วย เนื่องจากขาดการประชาสัมพันธ์จึงไม่แพร่หลาย ไม่เหมือนพระที่สร้างขึ้นใหม่ ๆ ที่มีบุคคลในวงการเกี่ยวข้องทุ่มเทลงทุนโฆษณาพุทธคุณและปาฏิหาริย์ ให้คนได้รู้จักกันไปทั่วประเทศและต่างประเทศคล้ายสินค้าทาง...ธุรกิจ
            ดังนั้นพระเครื่องของหลวงพ่อบุญธรรม จึงยังไม่มีราคาเช่าหาที่แน่นอน ของของท่านส่วนมากยังอยู่กับบรรดาลูกศิษย์ และผู้ที่เคารพนับถือท่าน แต่ถ้าหากท่านผู้อ่านได้พบเจอเข้าวันใดก็ขอเช่าบูชาไว้ได้เลย ในราคาหลักร้อยต้น ๆ ของปลอมทำเลียนแบบ (เก๊) ยังไม่มี โดยเฉพาะพระเนื้อผง นับถึงวันนี้ก็มีอายุการสร้างมาได้ ๕๐ ปีแล้ว ผู้เขียนจึงอยากแนะนำว่าของ ๆ ท่านก็จัดอยู่ในทำเนียบพระดีราคาถูก แต่มากและหนักแน่นไปด้วย...พุทธคุณ...จริง ๆ ครับ

พระผงพิมพ์พระสมเด็จ
(หลังปั้ม..ธ)
พระผงพิมพ์พระสมเด็จ พิมพ์ใหญ่ หลังจุด
พระผงพิมพ์พระสมเด็จ วัดเกศ
ไชโย    (หลังปั้ม..ธ)
พระผงพิมพ์พระพุทธโสธร (หลังปั้ม...ธ)


พระผงปิดตาองค์นี้เป็นของคุณสุธี สูงกิจบูลย์ เพราะได้มาจากหลวงลุงผูกจึงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของหลวงพ่อบุญธรรม แต่เป็นพระปิดตาไตรแก้วพิมพ์เล็กของพระพิมลธรรม(ชอบ อนุจารี) วัดราษฎร์บำรุง จังวัดชลบุรี





ภาพขณะที่หลวงพ่อบุญธรรมผสมผงวิเศษยันต์เกราะเพชรหลวงพ่อปาน ผงอักขระเลขยันต์เจ้าคุณโชติฯ ผงพุทธคุณของพระเทพสิทธินายก (หลวงปู่นาค วัดระฆังฯ) และผงว่าน ๑๐๘ชนิด ตามพิธีกรรมตำรับตำราโบราณที่เห็นอยู่ในภาพอย่างพิถีพิถัน กว่าจะสำเร็จเป็นพระผงพิมพ์พระสมเด็จหลังปั้มตัวอักษร “ธ”
พระผงพิมพ์พระสมเด็จพุทธลักษณะต่าง ๆ 
และเหรียญรูปเหมือนที่สร้างเป็นที่ระลึกในโอกาสสำคัญ ๆ
เหรียญรูปเหมือนพิมพ์ใบเสมา รุ่นแรก
ฉลองชั้นพระครู ธรรมาภิราม ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ 
เหรียญรูปเหมือนรุ่นสอง ที่ระลึกฉลอง
พระครูสัญญาบัตร วปร. ชั้นเอก ปี พ.ศ. ๒๔๙๙
เหรียญรูปเหมือนรุ่นสาม ที่ระลึกเป็นพระราชาคณะสมณศักดิ์ 
“พระปฐมเจติยาทร” ปี พ.ศ. ๒๕๐๖



ผ้ายันต์พระพุทธมิตร์พระธาตุจอมทอง และขวา ผ้ายันต์ป้องกันภัยที่หลวงพ่อบุญธรรมอาราธนาคาถาเขียนขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๔ มอบแก่ศิษยานุศิษย์สำหรับบูชาประจำบ้านเรือน หรือโรงงาน ป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ






รูปถ่ายขาว-ดำอัดกรอบกระจก รุ่นแรก
รูปเหมือนบูชา ขนาดหน้าตัก ๕ นิ้ว

เนื้อทองผสมรมดำ
พระพิพัฒน์วิริยาภรณ์ (หลวงพ่อผูก) วัดพระปฐมเจดีย์ฯ
ศิษย์สร้างบูชาครู ปี พ.ศ. ๒๕๐๘





สุธี    สูงกิจบูลย์
วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๕





เหรียญพัดยศ ด้านหลังยันต์เกาะเพชร แจกในพิธีไหว้ครู ๑๔ มีนาคม ๒๕๐๗ 

      เหรียญพัดยศรุ่นนี้สร้างในสมัยที่หลวงพ่อบุญธรรมมีชีวิตอยู่ เหตุผล
    ๑.เหรียญที่ลงในภาพนี้คุณบุญเสริม ศรีภิรมย์โทร.๐๒-๔๒๗๒๔๔๔ได้รับกับมือหลวงพ่อบุญธรรมในวันไหว้ครู( ๑๔ มีนาคม ๒๕๐๗) หลวงพ่อบุญธรรมกำชับคุณบุญเสริมให้เก็บรักษาให้ดีเพราะเป็นเหรียญยันต์เกาะเพชร
    ๒.พระครูอุตตรการบดี(ศรีสุข) วัดพระปฐมเจดีย์ อายุ ๘๗ ปีซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อบุญธรรมได้ยืนยันกับผู้เขียนเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ ว่าเหรียญพัดยศได้มีการแจกในวันไหว้ครู( ๑๔ มีนาคม ๒๕๐๗) เหตุที่ด้านหลังเหรียญปั๊มเป็นตัวเลข ๒๕๐๘เป็นปีที่ผิดพลาด อันเนื่องมาจากทางวัดให้ตัวเลขผิดพลาดกับโรงงาน  และเหรียญพัดยศส่วนที่เหลือแจกวันในวันไหว้ครู ได้นำมาแจกงานฌาปนกิจศพหลวงพ่อบุญธรรมด้วยจำนวนเหรียญประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ เหรียญ
   ๓.เหรียญพัดยศในอดีต ค่านิยมมากกว่าเหรียญรุ่นแรกและรุ่นอื่นๆ เพราะด้านหลังเหรียญเป็นยันต์เกราะเพชร


สุพล  คีรีวิเชียร