คนนครปฐมโดยกำเนิด สำเร็จการศึกษานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเนติบัณฑิตไทย มีความสนใจและศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพระเครื่อง ตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่ธรรมศาสตร์

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

ประวัตินายวิรุฬห์ คงทอง


อาจารย์วิรุฬห์  คงทอง


             นายวิรุฬห์ คงทอง นามเดิมว่า"หิ้น" เกิดเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๗๑ เป็นชาวม่วงงาม อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลาโดยกำเนิด บิดาชื่อนายเจ็ก สัญชาติไทย มารดาชื่อนางเลื่อน สัญชาติไทย เมื่อเยาว์วัยมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและเชื่อมั่นในพระพุทธคุณ เมื่ออายุครบบวชได้บรรพชาเป็นพระภิกษุและจำพรรษาที่วัดประยูรฯ กรุงเทพมหานคร
            ระหว่างที่ท่านบวชเป็นพระภิกษุ ท่านได้สนใจศึกษาค้นคว้าพระเครื่องของสำนักวัดต่างๆ วัดที่มีชื่อเสียง เช่น พระสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จบางขุนพรหม พระรอดลำพูน พระซุ้มกอ กำแพงเพชร พระผงสุพรรณ พระนางพญา พิษณุโลก พระหูยานลพบุรี ฯลฯ จนมีความเชี่ยวชาญท่านหนึ่งในขณะนั้น นอกจากท่านจะศึกษาพระกรุแล้ว พระเกจิอาจารย์ดังๆ ท่านก็ได้ศึกษามาอย่างมากมาย เช่นพระกริ่งพระชัยฯวัดสุทัศน์ฯ ไม่ว่าจะเป็นของเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช(แพ)หรือเจ้าคุณศรีสนธิ์ พระชัยวัฒสามเหลี่ยมวัดราชบพิธ ปี พ.ศ.๒๔๖๖พระเมฆสิทธิ์ของพระวินัยมุนี(แปลก) วัดราชบพิธ พระกริ่งไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร พระกริ่งเจ้าคุณเจีย วัดพระเชตุพนฯ พระกริ่งอรหัง วัดราชาธิราช และวัดอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นนักเขียนบทความเกี่ยวกับพระเครื่องในช่วงปี พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๓๒ มักจะมาขอข้อมูลจากท่าน
           อาจารย์วิรุฬห์ คงทอง ท่านเป็นนักสะสมพระเครื่องยุคสมัยเดียวกับพระอาจารย์ไสว สฺมโนหรืออาจารย์ไสว วัดราชฯ อาจารย์วิรุฬห์ ท่านมีความสนิทสนมและให้ความเคารพนับถืออาจารย์ไสวมาก(คุณวิรุฬห์อ่อนกว่าอาจารย์ไสวหลายปี) ต่อมาอาจารย์วิรุฬห์ก็ลาสิกขาจากการเป็นพระภิกษุ เนื่องจากความเจ็บป่วย(โรคกระเพาะ) ท่านก็ประกอบอาชีพให้เช่าพระและเช่าพระเครื่องพระบูชาต่าง ๆ แผลงพระของอาจารย์วิรุฬห์ตั้งอยู่ในตลาดพระท่าพระจันทร์ แผลงพระของท่านตั้งอยู่ด้านหลังตลาดแผลงแรกตรงปากทางเข้าติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา(ด้านที่มีร้านอาหารตั้งเรียงราย) ก่อนอื่นผู้เขียนขอเท้าความถึงสภาพตลาดในเวลานั้น(ประมานปี พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๓๓) แผลงพระจะเรียงรายเป็นแถวแบบงานประกวดพระ เมื่ออากาศร้อนก็จะอาศัยพัดลมช่วยปัดเป่าคลายความร้อน ไม่มีการติดตั้งแอร์เป็นห้องกระจกแบบปัจจุบันนี้ ตลาดเริ่มเปิดประมาณ ๑๐.๐๐น. และจะเริ่มมีคนคึกคักประมาณ๑๑.๐๐-๑๓.๐๐น.หลังจากนั้นคนก็จะเริ่มน้อยลงเบาลงและตลาดเลิกประมาณเวลาประมาณ๑๗.๐๐น. และวันที่มีคนมามากที่สุดคือวันเสาร์และวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุด โดยเฉพาะวันอาทิตย์จะมีคนมามากที่สุด
          ผู้เขียนรู้จักกับคุณวิรุฬห์ คงทอง ประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๘ แต่มาสนิทสนมปีพ.ศ.๒๕๒๒ คุณวิรุฬห์ คงทองหรือที่นักสะสมพระเครื่องเรียกขานท่านว่าอาจารย์ หรือมหา(ถ้านักสะสมพระเครื่องรุ่นใหญ่อายุใกล้เคียงกับท่านก็จะเรียกท่านว่า"มหา"เพราะท่านเคยบวชเป็นพระแต่ไม่ได้เปรียญ) ส่วนผู้เขียนเด็กกว่าท่านมากจึงเรียกขานท่านว่า"อาจารย์" อาจารย์วิรุฬห์ท่านเป็นคนตรง วิพากวิจารณ์พระเครื่องอย่างตรงไปตรงมาไม่มีนัยยะซ่อนเร้นหรือผลประโยชน์ซับซ้อน ถ้าเป็นพระเก๊ ท่านก็บอกว่าเก๊ ถ้าเป็นพระแท้ท่านก็บอกว่าแท้ เหตุผลเพราะท่านกลัวบาป ความตรงไปตรงมาของท่านจึงทำให้อาจารย์วิรุฬห์มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยอมรับในยุคนั้น จะสังเกตุเห็นเซียนพระไม่ว่าจะเป็นเซียนเล็กหรือเซียนใหญ่ จะวนเวียนมาที่แผลงพระของท่านเสมอ นอกจากจะนำพระเครื่องมาให้ท่านตรวจสอบว่าเก๊หรือแท้แล้ว ถ้าเป็นนักเขียนก็จะขอข้อมูลประวัติพระเครื่องของวัดต่างๆ
           ในเวลานั้นผู้เขียนกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อมีเวลาว่างผู้เขียนมักจะไปนั่งที่แผลงอาจารย์เสมอ ในช่วงเวลาประมาณ ๑๔.๐๐-๑๖.๐๐น. ทุกครั้งที่ผู้เขียนไปนั่งคุยกับอาจารย์ท่านจะดีใจเหมือนมีเพื่อนมานั่งคุย อาจารย์วิรุฬห์ท่านจะสั่งน้ำส้มใบเล่หรือไม่ก็น้ำส้มกรีนสปอร์ตให้ผู้เขียนดื่มเสมอ เรื่องที่คุยกันส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเครื่อง ประวัติของพระเครี่อง เรื่องพุทธคุณ ประสบการณ์ของพระเครื่อง ก็มีบางครั้งได้พูดคุยถึงการไปเที่ยวหญิงขายบริการตามประสาคนโสดไม่มีครอบครัว(ขณะนั้นผู้เขียนยังไม่มีครอบครัว) มีอยู่ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ถามเชิงกระเซ้าเย้าแย่อาจารย์วิรุฬห์ว่า"อาจารย์ไปเที่ยวผู้หญิงขายบริการไม่บาปหรือ ไม่ผิดศิลข้อประพฤติผิดในกามหรือ" อาจารย์ท่านตอบด้วยอารมณ์ดีว่า"ไม่บาป ไม่ผิดศิลข้อประพฤติผิดในกาม เพราะผมเอาเงินซื้อ เขาสมยอม มิใช่ผมหลอกลวงเขา"
          ความสนิมสนมทำให้อาจารย์เล่าประวัติของท่านให้ผู้เขียนฟังว่าท่านเริ่มสนใจพระเครื่องตั้งแต่รุ่นหนุ่มกระทงจนกระทั่งบวชก็ยังศึกษาสนใจและสะสมพระเครื่องมาตลอดชีวิต เพราะท่านมีความเชื่อในพระพุทธคุณของพระเครื่องดังได้กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้อาจารย์วิรุฬห์ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า"แม้แต่พระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีตอย่างเช่น ท่านหลวงพ่อโอภาสีหรือมหาจวนท่านก็เป็นนักสะสมพระเครื่องตัวยง(เซียนใหญ่) ทำให้ผู้เขียนเกิดข้อสงสัยว่าการซื้อขายพระบาปหรือไม่ จึงได้ตั้งคำถามนี้ถามอาจารย์วิรุฬห์ ท่านตอบติดตลกว่า"ไม่บาปเป็นการเผยแผ่พระศาสนา ในเมื่อผู้ชื้อมีความศรัทธามากกว่าเราให้ราคาสูงก็ควรจำหน่ายให้เขาไปบูชาต่อ"(ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านผู้อ่าน) นอกจากนี้ท่านยังได้เล่าให้ผู้เขียนฟังอีกว่า ในชีวิตของท่านได้สัมผัสเป็นเจ้าของพระเครื่องดังๆหลายวัดเช่น พระสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จกรุบางขุนพรหม พระรอดลำพูนพระซุ้มกอกรุกำแพงเพชร พระผงสุพรรณ พระนางพญา พิษณุโลก พระหูยานลพบุรี พระกริ่งพรหมมุนี พระกริ่ง ๗๙ วัดสุทัศน์ฯและวัดอื่นๆอีกมากมาย ท่านศรัทธานับถือพระกริ่งสายวัดสุทัศน์ฯหลังจากที่ท่านได้ศึกษาประวัติกรรมวิธีการสร้างพระกริ่งวัดสุทัศน์ฯ โดยเฉพาะเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช(แพ)อาจารย์วิรุฬห์เคารพนับถือเป็นที่สุด และพระเครื่องที่ท่านหวงแหนมากที่สุดได้แก่พระกริ่งสวนเต่ารัชกาลที่ ๕ และรองลงมาพระกริ่ง ๘๓(พระกริ่ง ๘๓ องค์นี้สวยมากประกวดติดรางวัลที่ ๑ เป็นแชมป์ในอดีตตลอดกาล)





พระกริ่งสวนเต่า รัชกาลที่ 5
พระกริ่งสวนเต่าองค์นี้มีประวัติแน่นอน คือ เดิมเป็นของคุณหลวงสะอาด ต่อมาได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณวิรุฬห์ คงทอง โดยคุณวิรุฬห์ เอาเหรียญเงินหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง เลี่ยมทองพร้อมกับเงิน 500 บาทแลกมา(พระกริ่งสวนเต่าองค์นี้ คุณวิรุฬห์ คงทอง หวงแหนมากที่สุด)พระกริ่งสวนเต่าองค์นี้เคยประกวดติดรางวัลที่ 2 องค์แต่องค์ที่ติดรางวัลที่ 1 เป็นพระเก๊เพราะเป็นพระคนละพิมพ์





พระกริ่ง 83 สมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศน์ฯ
พระกริ่ง 83 องค์นี้มีประวัติแน่นอน เดิมเป็นของเจ้าคุณศรี ( สนธิ์ ) ได้บรรจุไว้ในพระบูชา ต่อมาเจ้าคุณศรี ( สนธิ์ ) มรณภาพพระจึงตกแก่คุณนิรันตร์ แดงวิจิตรในฐานะผู้จัดการมรดก ต่อมาคุณนิรันตร์ได้คืนให้หลวงพี่สังวาลย์ หลานเจ้าคุณศรี ( สนธิ์ ) ในฐานะทายาท ต่อมาได้จำหน่ายให้คุณวิรุฬห์ คงทองในราคา 720 บาท(แชมป์ประเทศไทย)




          ต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๗ ผู้เขียนอยากได้พระกริ่งสวนเต่ารัชกาลที่ ๕ ก็ได้มีเซียนใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งผู้เขียนรู้จักแต่ไม่สนิทนัก(ไม่เคยซื้อขายพระกันมาก่อน) ได้เสนอขายพระกริ่งสวนเต่ารัชกาลที่ ๕ในราคา ๒๕,๐๐๐บาท(สองหมื่นห้าพันบาท) ผู้เขียนได้นำความนี้ไปปรึกษาอาจารย์วิรุฬห์ ท่านบอกว่าอย่าซื้อเพราะเป็นพระกริ่งสวนเต่าเก๊ ผู้เขียนจึงตอบปฏิเสธการซื้อขายพระกริ่งองค์นี้(ปัจจุบันพระกริ่งสวนเต่าเก๊องค์นี้ซื้อขายในราคาหลายแสนถึงล้าน) อาจารย์วิรุฬห์ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า พระกริ่งสวนเต่ารัชกาลที่ ๕ เท่าที่ท่านเคยเห็นมามีเพียงสององค์เท่านั้น องค์แรกเป็นของท่านเจ้าคุณวัดพิเรนทร์ ต่อมาได้มอบให้คุณนายคนในสกุลมหานนท์ ส่วนอีกองค์หนึ่งก็คือองค์ที่ท่านเป็นเจ้าของอยู่ พระกริ่งสวนเต่ารัชกาลที่ ๕องค์ของอาจารย์วิรุฬห์ท่านได้จากคุณหลวงสะอาด โดยเอาเหรียญเงินวัดหนังเลี่ยมทองอย่างดีบวกกับเงินจำนวน ๕๐๐บาท(ห้าร้อยบาท)แลกเปลี่ยนมา(คุณหลวงสะอาดอยากได้เหรียญเงินวัดหนังเลยแลกเปลี่ยนกัน) ทั้งที่อาจารย์วิรุฬห์ท่านทราบดีว่าพระกริ่งสวนเต่าองค์นี้เป็นพระแท้แน่นอน แต่เพื่อความไม่ประมาทท่านได้นำพระกริ่งองค์นี้ไปตรวจสอบอีกครั้ง โดยให้พระอาจารย์ไสว สฺมโนหรืออาจารย์ไสว วัดราชฯตรวจดูอีกครั้งว่าเป็นพระกริ่งองค์เดียวที่อาจารย์ไสวอยากได้หรือเปล่า อาจารย์ไสวเมื่อเห็นพระกริ่งองค์นี้ ตอบคุณวิรุฬห์ด้วยความเสียดายอยากได้เชิงประชดว่า"คุณหลวงถ้าจะบ้า เอาพระอย่างนี้มาแลกได้อย่างไร" พระกริ่งสวนเต่าทั้งสององค์ที่กล่าวมานี้ถือจักร
          อาจารย์วิรุฬห์ยังได้เล่าให้ผู้เขียนฟังอีกว่าในชีวิตของท่าน นอกจากจะหวงแหนพระกริ่งสวนเต่ารัชกาลที่๕แล้ว ท่านยังหวงแหนพระกริ่งอีกองค์หนึ่งคือ พระกริ่ง๘๓ พระกริ่งองค์นี้เดิมเป็นของเจ้าคุณศรีสนธิ์ บรรจุอยู่ในใต้ฐานพระบูชา ต่อมาเจ้าคุณศรีสนธิ์มรณภาพ พระบูชาจึงตกอยู่ในความครอบครองของอาจารย์นิรันตร์ แดงวิจิตรในฐานะผู้จัดการมรดก พระที่บรรจุอยู่ในพระบูชามีทั้งหมด ๗ องค์เป็นพระกริ่ง ๘๓ ทั้งหมด มีตบแต่ง ๒ องค์ อีก ๕ องค์ ไม่ตบแต่ง ต่อมาพระกริ่ง ๘๓ ทั้ง๗องค์ได้มอบให้หลวงพี่สังวาลย์ในฐานะที่ท่านเป็นหลานเจ้าคุณศรีสนธิ์  หลวงพี่สังวาลย์ได้กำหนดราคาบูชาพระกริ่ง ๘๓ องค์ที่ตบแต่งบูชาองค์ละ ๗๕๐ บาท (เจ็ดร้อยห้าสิบบาท) องค์ไม่ตบแต่งบูชาองค์ละ ๗๐๐ บาท (เจ็ดร้อยบาท) อาจารย์วิรุฬห์ได้บูชาองค์ตบแต่งในราคา ๗๒๐ บาท (เจ็ดร้อยยี่สิบบาท) เป็นพระกริ่งองค์ที่สวยที่สุด(แชมป์ในอดีต) อาจารย์วิรุฬห์ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า "กว่าผมจะได้พระกริ่งองค์นี้มาในราคา ๗๒๐ ผมต้องเทียวไปเทียวมาหลายครั้งจึงจะได้" ต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๐ พระกริ่งสององค์นี้ได้จำหน่ายไปในราคาองค์ละหลักแสน สาเหตุที่อาจารย์วิรุฬห์จำหน่ายพระกริ่งสององค์นี้ ทั้งๆที่เป็นพระที่ท่านหวงแหนมากที่สุด เหตุผลเพราะ ท่านอายุมาก ไม่มีครอบครัว (ไม่มีลูกเมีย) ประกอบกับสุขภาพของท่านไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บป่วยบ่อยๆ อาจมีความจำเป็นต้องใช้เงิน
          ผู้เขียนได้ไปมาหาสู่อาจารย์วิรุฬห์เสมอ หลังจากที่ท่านจำหน่ายพระกริ่งสวนเต่า รัชกาลที่ ๕ และพระกริ่ง ๘๓ สุขภาพของท่านอ่อนแอลง หลังจากนั้นไม่นานประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ผู้เขียนก็ไม่ได้พบอาจารย์วิรุฬห์อีกเลย ทราบข่าวว่าท่านเจ็บป่วยไปรักษาตัวที่จังหวัดสงขลา บ้านเกิดของท่าน ต่อมาท่านก็ถึงแก่กรรมที่บ้านเกิดของท่าน เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕
          ด้วยคุณงามความดีและบุญกุศลที่อาจารย์วิรุฬห์ คงทองได้ก่อไว้ โปรดดลบันดาลให้อาจารย์วิรุฬห์ คงทอง ไปสู่สรวงสวรรค์เถิด












สุพล  คีรีวิเชียร
081-0434114





นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร


                 ประวัติพระเครื่องเมืองนครปฐม ขอแสดงความยินดีที่ท่านสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร อดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค๕ และประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เมื่อวันที่๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๘



                                                                                     ประวัติพระเครื่องเมืองนครปฐม                                                              
                     
                         
                         
                       
                     
                                                 

               



























































ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น